สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน สมัครสมาชิก
หมวดหนังสือ
Facebook


1 ธันวาคม 2554

เพลิงร้ายใต้ปีกรัก - ตอนที่ 13 - ตัวป่วน

ผู้อ่าน : 2,923 ผู้เขียน : รัตน์วรา


 

ตอนที่ 13

ตัวป่วน

 “นายเป็นใครแล้วมีสิทธิ์อะไรถึงมาสั่งให้ฉันทำโน่นทำนี่” ชายิกาเอ่ยถามเสียงขุ่นเขียว เมื่อเห็นคนที่ปลุกและลากเธอลงจากเตียงนอน มือเล็กยกขึ้นปิดปากเมื่อเกิดกลั้นอาการง่วงหาวนอนก่อนจะยื่นไปคว้าหมอนอิงใบนุ่มมาหนุนนอนพร้อมหลับตาลงอย่างไม่สนใจอยากที่จะฟังอะไร ก็คนมันง่วง จะเอาอะไรกันนักหนาละไอ้พวกคนบ้า มาถึงก็สั่งๆ ทำอย่างกับเป็นพี่ชายเธองั้นแหละ ก็ขนาดแม่เธอยังไม่อยากจะฟังเลย แล้วประสาอะไรกับใครก็ไม่รู้นี่ละ

วงหน้าขาวสวยแบะออกพร้อมจมูกโด่งได้สันยู่ย่นด้วยความเสียอารมณ์อย่างรุนแรง เมื่อครู่ตอนที่ก้าวลงบันไดลงมาจากห้อง หัวคิ้วคมเข้มได้รูปสวยก็ขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างสงสัยด้วยคุ้นหน้าผู้ชายตรงหน้าเหลือเกิน ก่อนเรียวปากนุ่มต้องอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึก เพราะจำได้อย่างดีว่าเคยเจอกับผู้ชายที่กำลังยืนต่อว่าอยู่ได้ดีว่าเป็นคนเดียวกับผู้ชายที่มีเรื่องกับเธอที่สนามบิน แต่ตอนนั้นเธอจำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายสวมใส่แว่นปกปิด

แต่ที่อึ้งกิมกี่ก็คือคิดไม่ถึงว่าว่าไอ้บ้านี่กับไอ้จอมสอใส่เกือบจะเป็นคนเดียว แม้ตอนที่อีกฝ่ายไปที่บ้านเธอจะไม่อยู่พบเพราะกิจกรรมทางการเรียนและความต้องการส่วนตัวที่ไม่อยากเห็นหน้าอีกฝ่าย แต่ก็ยังคอยตามติดถามเรื่องราวจากแม่ตลอด เพราะต้องการที่จะสร้างเรื่องหาราวกลั่นแกล้งให้อีกฝ่ายต้องตามแก้ไข

“นี่คุณน้องผมพูดกับคุณดีๆ นะ ฟังเสียบ้างซิว่าคุณจะต้องกลับไปหาแม่ กลับไปเรียนต่อให้มันจบ จะได้รู้จักพาตัวเองรอด” สองมือใหญ่ยกขึ้นเท้าสะเอวอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน ตอนแรกที่เจอที่สนามบินเขาจำยัยเด็กตัวแสบนี่ไม่ได้เอาเสียเลยจริงๆ คงเพราะนานๆ ได้เจอกันและทุกครั้งที่เจอกัน วงหน้าชายิกาจะต้องมีผ้าขนสัตว์ปิดปิดมาเกือบจะครึ่งหน้าด้วย

“ไม่รู้หรือว่าคุณนะตัวยุ่งทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน” ชายหนุ่มถามกึ่งสบถ เพราะเขาพูดกับชายิกามาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้วแต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะฟังเลยสักนิด พอพูดมากไปก็เอามือปิดหูซะเฉยเลย ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนเก็บอารมณ์และความรู้สึกเก่งแต่กลับถูกยัยเด็กไม่รู้จักโตนี่ยั่วจนอารมณ์ขึ้นได้อย่างชะงัก

“ใจเย็นๆ ซิคะสิทธิ์ น้องเขาเป็นเด็กนะคะ ต้องพูดจาดีๆ อย่าข่มขู่แกซิคะ” มือเล็กเรียวยกขึ้นลูบแขนใหญ่เบาๆ เพื่อให้ชายหนุ่มอารมณ์ผ่อนคลายลง ทั้งๆ ที่กำลังแปลกใจว่าทำไมคนที่อารมณ์มั่นคงแข็งดุจหินผา ไม่เคยที่จะอารมณ์เสียและยิ้มอย่างใจเย็น แม้ว่าเจอกับเรื่องราวที่กดเร้าอารมณ์และหนักหนาสาหันจนเรียกได้ว่าเหงื่อตกกันมาแล้วเป็นแถวๆ แต่กลับมาอารมณ์เสียกะอีแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนเดียว

“คุณจะให้ผมอารมณ์ดีได้ยังไงกันริตา คุณก็เห็นว่าเด็กคนนี้ยั่วอารมณ์ผมแค่ไหน ผมพูดเท่าไหร่ก็ไม่เคยที่จะฟังเลยสักนิด แล้วยังจะเถียงกลับมาฉอดๆ อีก ไหนจะเสียงยังอีกละยังกับลำโพงที่มันแตก ได้ยินแล้วปวดหัว” สิทธิศักดิ์หันไปกัดฟันพูดกับคนรัก มันมากเกินไปแล้วสำหรับเด็กคนนี้ ลมหายใจชายหนุ่มหอบแรงและเร็วอย่างกำลังสะกดกลั้นความโกรธที่มันประทุขึ้นเหมือนกับเปลวไฟที่มาจากใต้พื้นโลก

“ตวาดทำไมไอ้คนบ้า คนกำลังง่วงอยากนอนเข้าใจไหม ถ้ามีอะไรจริงๆ ก็ให้ตื่นก่อนแล้วค่อยมาพูดกันซิยะ เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่าแต่ฟังเด็กพูดแค่นี้ไม่รู้เรื่อง กลับไปเรียนหนังสือใหม่เลยไป๊” ชายิกาโต้กลับอย่างเสียอารมณ์เช่นกัน คนกำลังนอนหลับสบายอยู่ดีๆ ก็มีไอ้บ้าห้าร้อยจอมเสือกรู้มาลากปลุกจากเตียง ไม่เพียงแค่นั้นพอเห็นหน้าได้เท่านั้นแหละก็มีคำพูดใส่มาไม่ยั้งเสียอีก ได้ยินแล้วมันปวดหัว...โว้ย

“โอเคๆ ผมไม่ตวาดใส่คุณก็ได้คุณน้อง” มือใหญ่ยกขึ้นโบกอย่างตัดความรำคาญ “เอาละเมื่อผมไม่ตวาดใส่คุณแล้วคุณก็จะยอมคุยกับผมดีๆ ได้ใช่ไหม”

สิทธิศักดิ์พยายามรวมสติอารมณ์ที่มันกระเจิดกระเจิงไปอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน หรือจะเป็นเพราะการแต่งกายแบบยั่วยวนเปิดนั่นนิด โน่นหน่อย และท่าทางการนั่งก็อีกที่มันไปยั่วยุอารมณ์ภายในกายของเขาอย่างไม่ทันจะรู้ตัว ขนาดว่าอาริตาซึ่งเป็นคู่หมั้นก็ยังทำไมได้เลย และอย่างไม่รู้ตัวมือใหญ่เคลื่อนไปจับรั้งมือเล็กเรียวและบีบเบาๆ พร้อมส่งยิ้มหวานๆ จนดวงตาเป็นประกายให้ด้วย

เมื่อเหลือบมองเห็นสองหนุ่มสาวส่งสายตาหวานๆ ให้แก่กันความรู้สึกอิจฉาริษยาซึ่งเป็นเหมือนไฟเผาไหม้หัวใจให้แทบจะดาวดิ้น สองมือกำหมัดไว้จนแน่น วงหน้าสวยหวานแดงปลั่งดวงตาแวววาวเหมือนกับดวงตาเสือขึ้นอย่างไม่ทันจะรู้ตัว ก่อนที่ชายิกาจะปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติอย่างยากเย็น

“พูดแบบนี้ค่อยหน้าฟังหน่อย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มาตวาดแว๊ดๆ ใส่ ไม่มีคุณสมบัติของผู้ดีเอาเสียเลย” จมูกโด่งได้สันยู่ย่นเล็กน้อย รักกันมากใช่ไหมนาย เดี๋ยวก็รู้แล้วละว่าจะรักกันไปอีกนานแค่ไหน รอยยิ้มมีเลศนัยผุดขึ้นตรงมุมปากข้างหนึ่งก่อนที่มันจะจางหายไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครทันได้เห็น

สิทธิศักดิ์อ้าปากค้าง นี่เขาไปตวาดใส่แม่ตัวร้ายนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาก็พูดดีๆ ใส่ตลอดเวลานี่นะ เพียงแค่ว่ามันอาจไม่ระรื่นหูคุณหนูผู้ไม่เอาไหนสักเท่าไหร่แค่นั้นเอง แต่ชั่งเถอะเถียงไปเขาก็แพ้ยัยนี่อยู่ดี เด็กอะไรไม่รู้ น่าตาก็ดีอยู่หรอกนะ แต่เสียงแหลมเล็กราวกับนกหวีด สวนกลับมาทีไรเล่นเอาเขาถึงกับปวดหมองเหมือนกัน

“เอาละ งั้นผมถามเลยละกันว่าคุณจะกลับไปหาแม่วันไหน ผมจะได้จัดการเรื่องต่างๆ ให้เสร็จเรียบร้อย” สิทธิศักดิ์ถามเข้าเรื่องเข้าราว เสร็จงานนี้ เมื่อไหร่ที่ราชันย์กลับมา เขาคงต้องขอตัวพักยาวเสียบ้าง

วงหน้าขาวสวยงองุ้ม ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยประกายเกรี้ยวกราวปะปนกับน้อยใจเอ่อพุ่งขึ้นราวกับสายน้ำที่มันกำลังหลากลงมาตวัดมองสิทธิศักดิ์แล้วมันก็ทำให้เธอได้เห็นสายตาและรอยยิ้มสมเพชจากหญิงอีกคนที่นั่งเคียงข้างสิทธิศักดิ์ กรามหนาขบกัดจนนูนเด่น ดวงตาหลุบลงมองพื้น

ทำไม...ในหัวใจชายิกามีแต่คำถาม มาหาพี่ชายหวังให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายกลับไม่อยู่บ้านเสียอีก ถามป้าจันทร์แล้วหญิงชราก็ไม่ยอมบอกว่าราชันย์ไปไหน แล้วยังจะต้องเจอกับสิทธิศักดิ์ที่จ้องจะจับส่งกลับท่าเดียว มันเลยทำให้เธอฮึดสู้อยากจะเอาชนะทั้งพี่ชายและสิทธิศักดิ์ขึ้นมาทันควัน รวมถึงแม่ผู้หญิงหน้าสวยที่จับมือใหญ่ของสิทธิศักดิ์อย่างประกาศความเป็นเจ้าของ

กรามหนาบดเบียดจนนูนเด่น ดวงตากลมโตเป็นประกายแข็งกร้าวตวัดหันไปมองสาวอีกคนที่นั่งยิ้มหวานระรื่น ไหนจะน้ำเสียงที่พูดฟังดูแล้วมันหวานเลี่ยนและไม่จริงใจยังไงก็ไม่รู้ และเธอก็รำคาญกับคนประเภทนี้จริงๆ พวกปากหวานก้นเปรี้ยว ต่อหน้าอย่างลับหลังอยากดูไม่จริงใจยังไงก็ไม่รู้ เขาว่ากันว่าคนแบบนี้น่ากลัว เพราะเป็นเสือซ่อนลายคงจะจริงนั่นแหละ อาริตาเลยหลอกสิทธิศักดิ์ได้เสียสนิทหึ...

ดวงตากลมโตตวัดไปมองอีกคนที่ยังคงเดินวนไปเวียนมาไม่หยุด ปากก็พร่ำพูดให้เธอนั้นรีบกลับไปหาแม่ไม่หยุด วงหน้าสวยงองุ้มเหมือนจวักตักแกง ทำไม...เธอมาที่นี่เพื่อขอให้พี่ชายเป็นกันชนเรื่องที่จะต้องแต่งงานกับคนแก่วัยคราวพ่อ หนีร้อนมาพึ่งเย็นเท่านั้นเอง แต่กลับถูกผลักไสไล่ส่งเหมือนกับหมูกับหมา...จะหน้าด้านอยู่ใครจะทำไมละ ในเมื่อที่นี่ก็เป็นบ้านของฉันเหมือนกันนี่น่า

“อืม...กลับวันไหนดีน้า...กลับ...ไม่กลับ...” ชายิกาพูดเล่นลิ้น มือเล็กยกขึ้นเท้าบนขา ดวงตากลมโตมองปลายเล็บมือตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมองสิทธิศักดิ์พร้อมรอยยิ้มหวานแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น

“ไม่กลับ” ก่อนที่เธอจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันดังและฟังชัด

“ฉันจะอยู่เที่ยวที่นี่ก่อน แล้วค่อยกลับ และถ้าคุณมีหน้าที่ดูแลฉัน คุณก็ต้องพาฉันไปเที่ยว เข้าใจ๋...” ชายิกาบอกด้วยน้ำเสียงเริงรื่น ร่างบอบบางกลมกลึงลุกขึ้นสองมือชูขึ้นสูงบิดกายไปซ้ายทีขวาที พร้อมรอยยิ้มหวานนุ่ม ดวงตากลมโตวาวระยับและใสแจ๋ว “และตอนนี้ฉันก็หิวคุณพาไปทานอะไรอร่อยๆ หน่อยซิ” มือเล็กยกขึ้นลูบไล้หน้าท้องแบนราบเรียบและขาวผ่องเบาๆ ไม่ลืมที่จะเกี่ยวเอาชายเสื้อเลิกขึ้นมาเล็กน้อยยั่วยวนใจสิทธิศักดิ์ที่มองจนตาค้าง

ชายิการีบหันหน้าซึ่งตอนนี้คงจะแดงปลั่ง เพราะต้องสะกดกลั้นการหัวเราะของตัวเองด้วยตลกในทางทางของสิทธิศักดิ์ มือเล็กเรียวยกขึ้นปิดปากเมื่อรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว

โธ่...พ่อคุณ พ่อเด็กนักรักชั้นอนุบาล แฟนก็สวยดีอยู่หรอกนะ ถ้าทางจะอารมณ์ร้อนแรงซะด้วย แต่พ่อเจ้าประคุณตรงหน้าเธอดันอายจนหน้าแดงแจ๋ เพียงแค่เห็นเนื้อหนังมังสาของเธอเฉพาะบางส่วนเท่านั้นเอง ถามจริงเถอะพ่อคุณเคยนอนกับผู้หญิงมั่งไหมนี่ ชายิกาอดที่จะคิดแผลงๆ ไม่ได้ วงหน้านวลปลั่งอมยิ้มแก้มตุ่ย

อืม...อย่างนี้นี่ถ้าฉันยั่วสักหน่อยแล้วปล้ำแบบภายนอกนะ จะทำให้ลูกชายเขาใจแตกได้หรือเปล่ากันละนี่

อาริตาที่นั่งมองสองหนุ่มสาวคุยกันด้วยความร้อนรุ่มในหัวใจ ด้วยเพราะเห็นสายตาวามวาวที่เด็กสาวมองสิทธิศักดิ์ มันประกาศอย่างโจ่งแจ้งเลยว่ายัยเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้กำลังคิดลองดีกับเธอด้วยการยื่นเท้าเข้ามาลองดีกับเธอ คอยดูนะแม่จะเล่นงานกลับให้หาทางกลับบ้านไม่ถูกเลยนังตัวดี

ความหวงแหนแล่นพล่านไปทั้งร่างกายและในหัวใจ เธอไว้ใจสิทธิศักดิ์นะ ด้วยคบหามาหลายปี รู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของชายหนุ่มดีว่าแม้หญิงที่อยู่ตรงหน้าจะสวยงดงามราวกับนางฟ้า แต่ก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มหวั่นไหววอกแวกได้ แต่ไม่ไว้ใจผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้ เพราะแม้สิทธิศักดิ์จะอยู่เฉยๆ แต่รูปลักษณ์ของชายหนุ่มกลับดึงดูตาและดึงดูใจให้คนอยากเข้าใกล้ แล้วเมื่อเข้าใกล้ก็จะชื่นชอบในความอบอุ่นที่สัมผัสได้

ราชันย์คงจะรู้เห็นเป็นใจด้วยเป็นแน่ ถึงได้ให้สิทธิศักดิ์ดูแลน้องสาวในตอนที่เขาและเธอถึงแม้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กันก็ตามเธอและเขากลับมีเรื่องระหองระแหงกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเพราะมาจากงานทั้งของสิทธิศักดิ์และเธอซึ่งมีเวลาไม่ตรงกัน และพ่อเพื่อนตัวดีก็ชอบชวนสิทธิศักดิ์ไปเริงร่าตามประสาผู้ชายด้วยตลอดเวลา

“ก็ดีเหมือนกันนะคะสิทธิ์ ริตาก็หิวเหมือนกัน ถือเสียว่าเราสองคนไปทานอาหารกันตามประสาคู่รัก โดยที่คุณพวงน้องไปอีกคนมันก็คงจะไม่แปลกเท่าไหร่ อีกอย่าง...” ดวงตาคมกริบตวัดไล่มองตั้งแต่ปลายเท้ายันถึงศีรษะอย่างดูถูกหยามเหยียดและบอกกล่าวเป็นนัยว่า ฉันรู้นะว่าเธอกำลังคิดอะไรกับแฟนฉัน แต่เสียใจยะคนนี้ฉันห้าม

ชายิกาถึงกับเต้นได้ วงหน้าขาวสวยแดงปลั่ง ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยความโกรธ ลมหายใจหอบแรงและเร็ว แต่ก็สะกดอารมณ์ดังกล่าวไว้ภายในไม่ให้หญิงตรงหน้าเห็นว่าเธอกำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง

“จะได้พาน้องเค้าไปซื้อเสื้อผ้าด้วย ดูซิคะ สงสัยจะยากจนขนาดหนัก ถึงได้ซื้อเสื้อผ้าตัวกะจิดริดมาใส่ ไม่ปกปิดร่างกายเอาซะเลย น่าเกลียดมาก” อาริตาเน้นคำพูดว่าน่าเกลียดอย่างชัดเจน พร้อมวงหน้าสวยที่แบะออกอย่างบอกให้รู้ว่าถึงเป็นน้องชายของเจ้านายสิทธิศักดิ์เธอก็ไม่แคร์ อย่าได้แหยมมาเข้าใกล้แฟนเธอก็แล้วกัน แม่ฟันไม่เลี้ยง

ของของใครเขาก็ต้องหวงและห่วงทั้งนั้น ยิ่งคนเก่ง ดี และไม่เคยออกนอกลู่นอกทางอย่างสิทธิศักดิ์ด้วยแล้ว ยิ่งมีแต่คนอยากจะได้ไปครอบครอง แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มมีเจ้าของที่หวงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ คนบางคนก็ยังกล้าที่จะสอดเท้าเข้ามาหาความเจ็บปวด

แม้จะโกรธจนเรียกได้ว่าถ้าดวงตากลมโตคู่นั้นเป็นไฟ มันคงจะเผาไหม้อาริตาเสียจนเป็นจุลไปแล้ว แต่วงหน้าสวยของสาวน้อยแรกแย้มกลับเรียบเฉยและเหมือนจะมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ภายในอีกด้วย คงจะมีเพียงแค่สายตาที่มองตอบอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้และท้าทาย

หึ...รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นตรงมุมหนึ่งของเรียวปากอวบอิ่ม อยากเล่นกับฉันหรือยัยตัวดี ก็เอาซิ ร่างบอบบางก้าวเดินเพียงนิดเดียวก็ไปถึงร่างหนาใหญ่ สองแขนเล็กสอดไประหว่างแขนล่ำสัน บดเบียดเนินเนื้ออวบอิ่มเต็งตึงด้วยวัยสาวแรกพลิที่ยังไม่มีใครได้จับต้องเลย เพราะแม่ที่หวงนักหวงหนาคอยจับตาดูเรื่องการคบเพื่อนของเธอตลอดเวลา รวมถึงพี่ชายที่มีกฎเหล็กที่ถ้าหากว่าแหกคอกออกไปเมื่อไหร่เธอนั่นแหละที่จะเดือดร้อนเพราะไม่มีเงินใช้จ่าย

“น่าเกลียดมากเลยหรือคะสุดหล่อ ว้า...แย่จัง นี่ฉันอุตส่าห์เลือกหาซื้อของราคาแพงที่สุดเท่าที่มีในร้านเลยนะนี่” ชายิกาพูดน้ำเสียงยิ้มๆ อย่างเริงรื่น วงหน้าก็แต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม ในดวงตาเป็นประกายแพรวพราวระยิบระยับตวัดมองไปยังอาริตาอย่างถือดี

สิทธิศักดิ์พยายามเบี่ยงตัวหนีและแกะมือเล็กที่เกาะแขนใหญ่เหมือนกับปลิงดูดเลือด แต่ในความอึดอัดกลับมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนเขาแทบจะระงับมันเอาไว้ไม่ได้ ในลำคอแห้งผากเหมือนกับคนอดอยากน้ำขึ้นมาในฉับพลัน

“ปล่อยผมนะคุณ” ชายหนุ่มกัดฟันพูดและเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่ยอมปล่อยตามก็กดน้ำหนักลงไปให้เธอเจ็บ

แม้จะเจ็บแต่ชายิกากลับเลือกที่จะไม่ยอมรับความรู้สึกนั้น ไหล่กว้างเลิกขึ้นสูงและเล่นงานสองหนุ่มสาวต่อไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน “แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวคุณก็ต้องเป็นคนพาฉันไปซื้อแล้วละ อืม...”

หญิงสาวทำท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อย “ถ้าจะให้ดีนะสุดหล่อ ถ้าคุณจะเป็นคนเลือกให้แล้วก็ใส่ให้ด้วยก็ดีนะคะ แล้วกลางคืนก็มาถอดให้ด้วยก็ยิ่งดีใหญ่เลยคะสุดหล่อ” ชายิกาหัวเราะกิ๊กอย่างชอบใจกับท่าทางเขินอายของอีกฝ่ายที่ดูยังไง้ยังไงมันก็ถูกใจเธอไปเสียหมด

อืม...คงไม่ว่านะคุณอาริตาถ้าฉันจะขอมานอนกอดสักคืนสองคืน...ในสมองน้อยๆ เริ่มหมุนคว้างหาหนทางทำให้ตัวเองได้แนบชิดอย่างที่จะไม่มีคนมาขัดขวางแล้วก็ยั่วให้อีกตาฤษีนี่ตะบะแตก แต่หึหึ...ไม่ได้กินเธอดังหวังหรอก เรื่องอะไรจะยอมง่ายๆ ละ เดี๋ยวได้ถูกอีตาฤษีปากเสียนี่ด่าว่าเป็นคนใจง่ายอีก แต่ชายิกาไม่รู้เลยว่าไฟบางอย่างถ้ามันติดขึ้นแล้วหากไม่ถึงจุดหมายปลายทางของมันก็จะไม่หยุดไหม้ ดังเช่นไฟแห่งความปรารถนาระหว่างชายหญิงเช่นกัน ถ้าไม่ไปถึงจุดหมายปลายทาง มันก็จะไม่มีวันสิ้นสุดลง

น้ำเสียงเหมือนกับจะหยอกเย้ากระเซ้าแหย่ แต่อาริตารู้ได้ด้วยสัญชาติญาณของความเป็นผู้หญิงว่านั่นไม่ใช่คำพูดหยอกเย้า แต่เป็นการประกาศตัวว่าแม่สาวปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกำลังจะแย่งคู่หมั้นเธอ หญิงสาวข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ภายใน

คนของเธอเธอรู้ดีว่าเขาเป็นยังไง แต่คนที่เพิ่งจะมาใหม่ต่างหากที่ไว้ใจไม่ได้ แล้วอาริตาก็รู้ตัวดีว่าเธอคงจะกักเก็บความโกรธที่มันประทุขึ้นมาอยู่ในใจได้ไม่นานหรอก ถ้าเห็นยัยเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้เข้าใกล้สิทธิศักดิ์อีกสักครั้งสองครั้งเธอคงจะอกแตกด้วยความโกรธและสติแตกอาละวาดใส่ทั้งสองคนเป็นแน่ ดังนั้นก่อนที่จะทำให้สิทธิศักดิ์ได้เห็นนิสัยที่ไม่ดีในส่วนนั้นจะต้องรีบหาทางแก้ไขและกำจัดชายิกาไปจากคู่หมั้นให้เร็วที่สุดจะเป็นการดีอย่างยิ่ง

มือเล็กเรียวสอดเข้าไปคล้องแขนใหญ่อีกข้างของคู่หมั้น ด้วยรอยยิ้มนุ่มหวานที่บาดเข้าไปในหัวใจชายิกาเพราะเธอถือไพ่เหนือกว่า

“น้องนี่หน้าด้านจังเลยนะคะ ขนาดรู้ว่าผู้ชายเขามีแฟนแล้วยังให้ท่ากันโต้งๆ เลยให้ตายซิ อย่างนี้แหละเด็กที่ไปโตจากเมืองนอกเมืองหนา ไม่เคยที่จะรู้จักรักในขนมธรรมเนียมประเพณีของไทยเอาซะเลย”  อาริตาพูดเสียงเรียบเฉยเหมือนไร้ความรู้สึก แต่สำหรับชายิกาฟังแล้วก็รับรู้ได้ว่าภายในหญิงสาวคนนี้กำลังร้อนระอุด้วยเพลิงแห่งความโกรธเกรียดและอิจฉา

“ถามจริงเถอะน้องพ่อแม่ไม่เคยสั่งเคยสอนบ้างหรือไงคะ ว่าอย่ายุ่งเกี่ยวกับผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว อืม...คนอย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ”

“ไม่เอาน่าริตา” มือใหญ่วางทับบนมือเล็กและลูบเบาๆ อย่างช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของแฟนสาวให้ค่อยสงบลง ด้วยรับรู้ถึงความหึงหวงและไม่มั่นใจของอาริตาที่มีต่อตนเองดี ส่วนหนึ่งคงจะเป็นเพราะเขานี่แหละที่ผิดนัดหญิงสาวหลายครั้ง และอีกส่วนก็เป็นเพราะความนึกสนุกของเพื่อนๆ ที่ชอบหาเรื่องแกล้งโทรโดยการโทรไปอำอาริตาจนหญิงสาวกลายเป็นคนหวาดระแวงกลัวเขาหายไปกับผู้หญิงคนอื่น

“ก็อย่างที่คุณว่ามาไงค่ะ คนหน้าด้าน แล้วอีกอย่างถึงคุณจะเป็นผู้ใหญ่กว่าฉัน เรียกง่ายๆ ว่าแก่นะ” ชายิกาย้ำคำพูดว่าแก่ใส่หน้าอาริตาหนักๆ พร้อมแบะหน้าแหย มือเล็กเรียวยกขึ้นจับปลายหางตาเหมือนกับจะบอกใบ้ว่ามีตีนกาขึ้นแล้วนะเธอ

“แต่เมื่อคุณถามมาฉันก็จะบอกไปว่า แม่ฉันเขาก็สอนคุณสมบัติความเป็นผู้ดีให้ทุกวันอยู่หรอกนะ แต่เผอิญว่าฉันมันพวกความจำไม่ดี พวกหัวดื้อ ยิ่งแม่สอนมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งต้านหนักเท่านั้น เลยออกมาเป็นเด็กน่ารักแบบนี้ไง ว่าแต่พี่ถามทำไมเหรอค้า อืม...หรือว่าพ่อแม่พี่เค้าไม่สอน ถึงต้องมาถามฉัน”

“กรี๊ด...นังเด็กปากเสีย นังหน้าด้าน” อาริตาโกรธจัดจนลมออกตามใบหู วงหน้าสวยที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามด้วยเครื่องสำอางชั้นดีที่ตอนนี้มันกำลังปริออกมาทีละนิดๆ

น้ำตาอุ่นร้อนกำลังจะหลั่งไหลพร่างพรูออกจากสองตา แม้ไม่อยากจะคิดแต่ความรู้สึกที่มันอาบล้นอยู่ในหัวใจกำลังบอกว่าเธอกำลังถูกหลอกดังเช่นวันวารย้อนกลับมาทำลายความมั่นใจอีกครั้ง อดีตที่ที่เธอพยายามจะลืมแต่มันไม่ใจทำได้สำเร็จ ความคิดที่ว่าสิทธิศักดิ์ผิดนัดกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อไปหาผู้หญิงอีกคนโดยอ้างคำสั่งของราชันย์เดินทางข้ามประเทศไปหาผู้หญิงอีกคน ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวแต่มันหลายครั้งด้วย

“ใจเย็นๆ นะริตา อย่าไปถือสาปากคุณน้องเลย แกยังเด็กนะ” สิทธิศักดิ์เองก็รู้สึกนิสัยชอบน้อยใจและขี้หึงของคนรักดี จึงได้แต่คอยทำทุกอย่างให้หญิงสาวเชื่อมั่นในความมั่นคงของตัวเขา แต่จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่สำเร็จ

“เด็กอะไรกันละคะสิทธิ์ โตจนจะคิดว่าตัวเองสามารถมีสามีได้แล้วนะคะ ถึงได้หน้าหนายิ่งกว่าพื้นคอนกรีตให้ท่าคุณอยู่อย่างนี้ไงคะ” อาริตาพูดใส่คนรักอย่างกระฟัดกระเฟียด ตวัดค้อนใส่ทั้งสิทธิศักดิ์และชายิกา แม้จะกำลังเข้าพิธีวิวาห์ก็ตาม แต่เธอก็ยังไม่ไว้ใจจนกว่าจะได้เป็นเจ้าของเขาและพาเขาออกไปจากสังคมเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยพวกเพื่อนๆ ที่จะทำให้ชายหนุ่มไขว้เขว

สองมือออกแรงดึงรั้งร่างหนาใหญ่ให้ไปยืนไกลๆ สาวน้อยที่เธอเห็นแล้วก็ยังอิจฉาในความสดใสและความอวบอิ่มของเรือนกายที่แม่ให้มาอย่างเหลือล้น ไม่ว่าจะเป็นทรวงอกที่ขนาดน้องๆ ผลส้มโอ รับกับเอวเล็กคอดที่ขาวนวลเนียน แล้วไหนจะยังมีลำขาเรียวยาวที่ขาวผ่องเป็นยองใยอีก

ไม่นับรวมที่ใบหน้ารูปไข่ ไล่จากริมฝีปากรูปกระจับที่อวบอิ่มและแดงระเรื่อโดยไม่ต้องใช้ลิปติกแต่งแต้มเหมือนเธอ จมูกเล็กโด่งได้รูป และที่สำคัญคือดวงตากลมโตเหมือนกับตากวางล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอนที่มันเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะอารมณ์ของผู้เป็นเจ้าของ เหมือนกับว่ามันมีชีวิตเป็นของมันเอง และตอนนี้มันกำลังส่งแววหวานฉ่ำเชื่อมและเรียกร้องให้สิทธิศักดิ์หลงใหลอยู่

“ใช่เลยละคะคุณพี่ชายสุดหล่อ แฟนของคุณพี่พูดถูกทุกอย่าง เพราะว่าผู้ชายที่ฉันอยากได้เป็นผอสระอัววอแหวนตามมานะเป็นคุณไงคะ” ชายิกาขยับเท้าก้าวเดินเข้าไปหาสิทธิศักดิ์ที่ถูกอาริตาพาเดินหนีจากเธอไปซะจนเกือบจะสุดห้องโถงแต่มีหรือเธอจะไม่กล้าเดินตามไปนะ

หึหึ...ขอยั่วให้สองหนุ่มสาวนี่หัวปั่นก่อนดีกว่า เห็นแบบนี้แล้วสนุกเป็นบ้า คนหนึ่งก็หวงซะเหมือนกับจงอางหวงไข่ อีกคนก็เป็นเหมือนฤษีอยู่กลางไพล แต่แหม...เห็นหุ่นใกล้ๆ แบบนี้แล้วมันยั่วใจซะมัดเลยแฮะ อยากเอาหน้าไปซุกไซ้ แล้วทำยังไงต่อไปนะ ว้า...เสียดายจังที่นึกไม่ออกแล้ว เห้อ...เอาไว้ค่อยโทรถามเพื่อนก็แล้วกัน พวกนั้นมันมีประสบการณ์การมีอะไรกับผู้ชายมาเยอะ คงจะพอให้คำแนะนำได้ว่าการปล้ำฤษีนะจะต้องทำยังไง

วงหน้าสวยหันไปมองอาริตาดวงตาแวววาวและท้าทาย “เฝ้าปลาย่างไว้ให้ดีนะคะคุณอาริตาขา เพราะฉันจะแย่งเอาคู่หมั้นของคุณมาเป็นคุณสามีของฉัน” และเพียงแวบเดียวชายิกาก็เบนเข็มไปยังสิทธิศักดิ์ ปลายนิ้วยาวเรียวลากไล้ไปบนแผ่นอกกว้างล่ำสัน

“ส่วนคุณก็เตรียมตัวให้ดีนะคะคุณสิทธิศักดิ์ขา...เพราะฉันจะเอาคุณมาเป็นคุณสะมีค่ะ” ชายิกาพูดเล่นลิ้นพร้อมกับหัวเราะเสียงดังลั่นและก้าวเดินออกจากห้องโถงขึ้นไปบนห้องนอนด้วยมาดของนางพญา

การจะเดินทางออกจากบ้านด้วยชุดนี้ดูท่าจะไม่เหมาะสมนัก เพราะเห็นแล้วว่าสิทธิศักดิ์ดูจะไม่ให้ความสนใจสักเท่าไหร่ อีกทั้งดูเหมือนว่ามันจะเป็นขี้สายตาให้คนนอกมามองด้วย ซึ่งเธอไม่ชอบให้ใครมามองอย่างโลมเลียและจินตนาการไปอย่างลึกล้ำเกี่ยวกับสภาพร่างกายของตัวเอง คงจะต้องหาเสื้อผ้าที่ดูดีกว่านี้สักหน่อยมาใส่ และนั่นจะต้องพึ่งพาคนที่อยู่ด้วยอย่างนมนานอย่างป้าจันทร์ ที่จะต้องไปเปิดห้องให้เธอแล้วหาเสื้อผ้าจากตู้ของพี่ชายที่น่าจะมีเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่บ้าง

“อ๋อ...อย่ารีบกลับกันนะคะ ขอฉันไปเปลี่ยนชุดก่อน รบกวนคุณสองคนช่วยพาไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่หน่อย จะได้ดูเป็นผู้ดี้ผู้ดีและเป็นคนขึ้นมาสักหน่อย” มือเล็กเรียวยกขึ้นโบกเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดีสุดๆ จนวงหน้าสวยเต็มไปด้วยรอยยิ้มดวงตาพราวระยับ

 

“อร่อยไหมว่าว” ราชันย์ถามเสียงนุ่ม วงหน้าคมคร้ามมีรอยยิ้มแต่งแต้ม มือใหญ่ตักอาหารจากจานที่อยู่ตรงหน้ายื่นใส่จานอีกฝ่ายอย่างเอ็นดูระคนสงสาร ดูท่ากันติชาไม่เคยที่จะกินอาหารหรูๆ แบบนี้ ทีแรกเห็นเธอถึงกับร้องอู้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างและแพรวพราวระยับ อย่างตื่นตาตื่นใจในทุกๆ อย่างที่ได้เห็นตั้งแต่แรกที่เดินเข้ามาในร้านอาหารกับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่โดดเด่นแต่สะดุดตา ท่ามกลางบรรยากาศอันเย็นสบายเพราะอยู่กลางพงไพร

“อร่อยคะ อาหารที่นี่อะไรทุกอย่างเลยคะ บรรยากาศก็ร่มยื่นดูเย็นสบายไปเสียหมด” กันติชาบอกด้วยรอยยิ้มหวานๆ ที่ส่งมอบไปให้คนที่พามา วงหน้าสวยหันมองรอบร้านซึ่งตอนนี้มีลูกค้าอยู่เพียงไม่กี่โต๊ะ ซึ่งจัดวางแยกห่างจากกันเพราะต้องการให้ลูกค้าได้นั่งอย่างสบายและเป็นสัดเป็นส่วน

“เสียดายจังเลยที่เราจะได้อยู่ที่นี่กันอีกเพียงไม่กี่วัน หนูอยากมีเวลาอยู่แบบนี้อีกนานกว่านี้อีกหน่อย” กันติชาพูดเปรยๆ อย่างเสียดายจริงๆ

นับจากคืนนี้ก็เหลืออีกสามวันที่เธอจะได้อยู่บ้านหลังเล็กกะทันรัดที่สวยงาม เป็นที่ซึ่งเธออยากพยายามฝังกรบความจริงที่ว่าเธอคือนางบำเรอที่ราชันย์จะขังไว้บนเตียงด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อนที่เธอมีหน้าที่ตอบสนองจากทั้งความรู้สึกส่วนตัวและที่ถูกปลุกขึ้น แต่ในทั้งหมดนั้นเธอรู้สึกถึงความอบอุ่นจากทั้งตัวบ้าน ที่ซึ่งเธอคิดว่ามันคือบ้านจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่มาพักผ่อน และจากผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าซึ่งลึกๆ แล้วเขามิได้โหดร้ายและน่ากลัวอย่างที่เห็นเลยสักนิด ชายหนุ่มคนนี้ซุกซ่อนสิ่งดีๆ และน่ารักไว้มากมาย แล้วเธอก็ชอบทั้งด้านดีและด้านไม่ดีนั่นแหละ

“เอาเป็นว่าฉันจะเพราๆ และจัดเรื่องงานที่มันยุ่งๆ นี่ให้มันลงตัว แล้วพอสุดสัปดาห์เราก็จะมาพักผ่อนที่นี่กันดีไหมละ” ที่เขายอมนะไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะ ก็แค่ยังอยากจะเห็นใบหน้าและรอยยิ้มแห่งความสุขของกันติชาเท่านั้นเอง แบบว่าเริ่มรู้สึกว่ามันดีเท่านั้นเอง

กันติชาอมยิ้มแก้มตุ่ยอย่างมีความสุข และจำต้องรีบวางช้อนในมือลงเมื่อสายลมเย็นๆ พัดผ่านมาแตะต้องเรือนกายจนไรขนเส้นเล็กๆ ขึ้นชันตามลำแขนเสลา

“หนาวหรือ” ราชันย์เอ่ยถามเสียงนุ่ม

บรรยากาศรอบๆ ที่เมื่อครู่ที่มีแสงสว่างจากดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวและแสงจากดวงดาวสาดส่องมา บวกกับสายลมที่พัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและดอกไม้ประดับที่เจ้าของร้านปลูกไว้ทั่วบริเวณกลับเปลี่ยนเป็นมีเมฆหมอกสีดำมาบดบัง จนทำให้มองไม่เห็นทัศนียภาพทั้งหมด และคงจะเป็นเพราะว่าร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ชายเขาและยังจะมีอีกด้านติดกับแม่น้ำสายเล็กๆ เลยทำให้เมื่ออาการเย็นจะถึงขั้นหนาวเลยทีเดียว

“ค่ะ แปลกนะคะ เมื่อครู่อากาศยังดีๆ อยู่เลย มาถึงตอนนี้กลับเย็นจนขนลุกชันเลย”

“งั้นมานั่นใกล้ๆ ฉันไหมละ รับรองว่าไม่มีทางเย็นแน่” ราชันย์พูดเสียงนุ่มทุ้มและกรุ่มกริ่มด้วยดวงตาที่คมพราวระยับและเป็นประกายหวานฉ่ำเชื่อม ช้อนในมือใหญ่วางแนบจานและมันค่อยๆ เขยิบข้ามเส้นทางเล็กๆ พร้อมกับไกล่เกลี่ยสิ่งกีดขวางตรงเข้าไปจับต้องมือเล็ก ปลายนิ้วลูบไล้เบาๆ บนด้านหลังอันเรียวเนียนและนุ่มมือ

“บ้า...คุณใหญ่นะ พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่อายคนอื่นเอาซะบ้างเลย” จุดสีแดงๆ แต่งแต้มขึ้นจากปลายจมูก ไล่ไปตามพวงแก้มและลามเลียไปทั่วส่วนอื่นๆ ของวงหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วไหนจะดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับสะท้อนกับแสงไฟนีออนจากด้านบนและด้านข้างๆ ที่ทางร้านเลือกสรรมาอย่าดีเพื่อใช้ประดับประดาตกแต่งร้าน

ราชันย์หัวเราะหึหึในลำคอ เมื่อหันเหลียวมองไปซ้ายทีขวาทีไม่เห็นว่าจะมีใครสนใจก็รีบผุดลุกจากเก้าอี้ที่นั่งและไปนั่งแนบข้าง วงแขนใหญ่พาดไปตามความยาวของตัวเก้าอี้โอบรอบกายโปร่งบาง ปลายนิ้วยาวใหญ่ลากไล้ตั้งแต่ลาดไหล่กว้างเคลื่อนลงไปตามลำแขนเสลาส่วนที่โผล่พ้นตัวแขนเสื้อตุ๊กตา

ตั้งแต่กันติชามาอยู่ด้วย เขาจัดการเปลี่ยนเรื่องการแต่งงกายจากเด็กสาวที่มันจะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนย์ตัดขาเปลี่ยนเป็นเป็นเสื้อแฟชั่นเนื้อดีที่ไม่ได้เปิดเปลือยเนื้อตัวจนเกินงาม ส่วนด้านล่างก็จะเลือกเป็นตัวกระโปรงยาวประมานเข่าหรือว่าเลยเข่าไปเล็กน้อยไม่กระชับและเน้นสัดส่วนเรือนกายให้คนอื่นเห็น 

“อายทำไม แล้วอายเรื่องอะไรละ เธอดูซิ มีใครสนใจเรื่องของเราบ้างไหม” น้ำเสียงนุ่มและแหบพร่าดังมาจากปากหนาและร้อนผ่าวที่ตอนนี้ศีรษะทุยได้รูปวางแนบบนลาดไหล่กว้าง มือใหญ่อีกข้างลูบไล้ลำขาเนียนนุ่มเคลื่อนขึ้นพร้อมซอกซอนเข้าไปใต้ร่มผ้าลูบไล้ผิวกายบริเวณหน้าท้องแบนราบเรียบ

ขนกายสาวลุกชันจากทั้งอากาศที่ล้อมรอบและจากชายหนุ่มข้างๆ ที่เริ่มต้นปลุกเร้าความต้องการอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล มือเล็กเคลื่อนไปจับมือใหญ่และดึงให้ออกจากกาย “คะ...คุณใหญ่ขา นี่มันร้านอาหารนะคะ อย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อซิคะ ถึงคุณไม่อายแต่หนูอายนะ” กันติชาบอกเสียงสั่นและแหบพร่า อยากจะเอ็ดตัวเองนักที่เพียงถูกแตะต้องนิดเดียวไฟในกายก็ลุกพรึบทันควัน

“ยอมให้ว่าวกินอาหารแบบดีๆ สบายๆ ก็ได้ แต่ต้องแลกกันหน่อยซิ”

“ค่ะ...” กายโปร่งบางที่เอนไปด้านหนึ่งเอี้ยวมามองและได้สบกับดวงตาคมกริบเป็นประกายเว้าวอนและเรียกร้อง ปลายลิ้นเล็กผิวเนื้อเป็นสีชมพูยื่นออกมาไล้เลียริมฝีปากอย่างรวดเร็ว เมื่อสบกับดวง


วันที่สร้าง : 1 ธันวาคม 2554

นิยายตอนอื่น ๆ


เพลิงร้ายใต้ปีกรัก - ตอนที่ 11 - นังมารน้อย
ผู้อ่าน : 5,367
เพลิงร้ายใต้ปีกรัก - ตอนที่ 7 - ข่าวร้ายกับการตัดสินใจ
ผู้อ่าน : 3,343

แสดงความคิดเห็น


กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Copyright © 2014 TARATORN PUBLICATION. All Rights Reserved.